3 เคล็ดลับลดภาระหนี้ไม่ให้เกินตัว
คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพที่พุ่งสูงปรี๊ด รวมไปจนถึงความไม่มั่นคงในหน้าที่การเงิน ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย และมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ใช่ว่าจะไม่มีทางออก อยู่ที่ตัวคุณเองจะสามารถลดภาระหนี้ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้แค่ไหน ดังนั้น เราจึงมีเคล็ดลับลดภาระหนี้ไม่ให้เกินตัวมาฝากกันค่ะ
1.ลดการใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นออกไป ซึ่งการลดการใช้จ่ายก็เหมือนกับการผ่าตัดแผลหรือโรคร้ายที่เป็นอยู่ในร่างกายของเราให้หาย หรือกลับมาแข็งแรงดีขึ้น ดังนั้นหากคุณสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในบางส่วนออกไป คุณก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นจนสามารถกลับมามีสถานะทางการเงินที่ดีเหมือนเดิม หรืออาจจะดีมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดคือการซื้อสินค้าหรือข้าวของเครื่องใช้ด้วยอารมณ์ ถ้าหากคุณตัดใจและทำข้อนี้ได้รับประกันว่าค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลงแน่นอน
2.ลดการใช้บัตรเครดิตหรือยกเลิกบัตรที่ถืออยู่ในมือหลายๆ ใบออกไปให้เหลือเพียง 1 ใบก็พอ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยออกไปได้เยอะ เพราะบัตรเครดิตถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ให้เกิดภาระหนี้สิน โดยแนวทางป้องกันหนี้บัตรเครดิตที่ดีที่สุดก็คือการเลิกใช้บัตรเครดิต เพราะการมีบัตรเครดิตเป็นการใช้เงินในอนาคต
ดังนั้นควรยกเลิกใช้บัตรเครดิตกับสิ่งที่ไม่จำเป็นจะดีที่สุด เพราะการใช้เงินผ่านบัตรเครดิตจะมีผลกระทบกับการกู้เงินซื้อบ้านหรือคอนโดฯ สูงมาก จะเห็นได้จากหลายๆ คนที่จ่ายเงินดาวน์ซื้อคอนโดฯ ไปแล้วและกำลังเตรียมตัวจะกู้ มักถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายถามว่ามีหนี้บัตรเครดิตค้างอยู่หรือเปล่า มีบัตรเครดิตกี่ใบ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาในการกู้คือต้องเคลียร์ภาระยอดหนี้ที่ค้างชำระอยู่ในบัตรให้หมดไปก่อนที่จะยื่นเรื่องขอสินเชื่อถึงมีโอกาสที่จะกู้ผ่าน
ดังนั้นหากรู้ตัวว่าจะต้องยื่นเรื่องขอสินเชื่ออีก 1-2 เดือนข้างหน้า คุณก็ต้องรีบเคลียร์บัตรเครดิตหรือชำระหนี้ให้หมดก่อน และอย่าเพิ่งใช้บัตรเครดิตในช่วงที่กำลังยื่นเรื่องขอกู้กับธนาคาร จนกว่าจะยื่นกู้ผ่าน เพราะการอัพเดทสถานะทางการเงินของคุณจะไปปรากฏอยู่ในข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1-2 สัปดาห์
หากเคลียร์ยอดบัตรเครดิตเสร็จแล้วและยื่นกู้เลย สถานะทางการเงินของผู้กู้ที่ปรากฏอยู่ในเครดิตบูโรก็ยังมียอดวงเงินที่ใช้ไปแล้วปรากฏให้เห็น ธนาคารก็จะนำวงเงินส่วนนี้มาคิดเป็นภาระหนี้ทันที แม้อาจจะมีใบเสร็จที่ชำระเงินเพื่อเคลียร์บัตรเครดิตมายืนยืนแล้วก็ตาม เพราะธนาคารมักจะมองว่าตราบใดที่ลูกค้าถือบัตรเครดิตอยู่ในมือก็มีโอกาสกดเงินมาใช้ได้ตลอดเวลา ธนาคารบางแห่งจึงมักจะแนะนำให้ลูกค้าปิดบัตรเครดิตหรือยกเลิกบัตรก่อน เพราะภาระหนี้ที่ปรากฏอยู่ในบัตรเครดิตมีผลต่อการกู้สูงมากว่ากู้ได้หรือไม่ หรืออาจจะกู้ได้ไม่เต็มวงเงินตามที่ยื่นขอกู้ไป
3.การแบ่งเงินเป็นสัดเป็นส่วนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถลดการใช้จ่ายที่เกินตัวได้ โดยแบ่งเงินเดือนออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือเงินเก็บ 60% และเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีก 40% วิธีนี้จะทำให้คุณมีเงินเก็บที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่สำคัญหากคุณได้รับเงินพิเศษที่นอกเหนือไปจากเงินเดือนที่ได้รับตามปกติแล้ว ก็ควรนำเอาเงินส่วนนั้นเก็บไว้เป็นทุนฉุกเฉินสำรองเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินคุณก็จะได้มีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น ซึ่งก็จะสอดรับกับเกณฑ์การปล่อยกู้ของธนาคาร ที่มักจะกำหนดภาระหนี้ไว้ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายเดือนในแต่ละเดือน เช่น ถ้าผู้กู้มีรายได้ 25,000 บาท ภาระหนี้ต่อเดือนก็ไม่ควรเกิน 8,300 บาท
หากปฏิบัติได้ตาม 3 ข้อที่ว่ามานี้ โอกาสที่จะกลับมามีเงินออมเหลือเก็บหรือหมดปัญหาเรื่องภาระหนี้สินล้นตัวได้แน่นอน ที่สำคัญต้องมีวินัยกับตัวเองอย่างเคร่งครัด
ที่มา The Condominium ฉบับที่ 35 June 57

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ
เบอร์โทร
ความคิดเห็น